การทำหมันหญิง

posted on 05 Dec 2008 22:20 by sukanya26

การทำหมันหญิง

     เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัยและประหยัด การทำหมันหญิงเป็นการทำให้หลอดมดลูก (fallopian tube) อุดตันทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันการปฏิสนธิของไข่กับตัวอสุจิ ส่วนมากการทำหมันหญิง มักจะทำหลังคลอด ซึ่งจะง่ายและสะดวกกว่าการทำหมันหญิงในช่วงเวลาที่ไม่ตั้งครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า "การทำหมันแห้ง" การทำหมันหญิงหลังคลอดจะทำได้ง่าย เนื่องจากมดลูกอยู่ที่ระดับสะดือ ทำให้สะดวกในการหาท่อนำไข่ และการทำหมันหลังคลอดก็ไม่ทำให้ระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาลยาวนานขึ้น และไม่มีผลต่อน้ำนมมารดาส่วนการทำหมันแห้ง จะมีกระบวนการผ่าตัดที่ยุ่งยากลำบากกว่าทำหมันหลังคลอด เนื่องจากมดลูกมีขนาดเล็กกว่ามดลูกหลังคลอด การหาท่อนำไข่จะยากกว่าการผ่าตัดทำหมันหลังคลอดเช่นกัน  ข้อดีของการทำหมันหญิง 1. เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบถาวรที่มีประสิทธิภาพสูง 2. ไม่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ อาจเพิ่มความสุขทางเพศ เพราะปราศจากความกังวลที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น 3. ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว 4. ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร 5. มีความสะดวก ไม่ต้องมารับบริการที่คลินิกวางแผนครอบครัวบ่อย ๆ เพื่อรับยาหรืออุปกรณ์คุมกำเนิดและไม่มีการลืมใช้  ข้อเสียของการทำหมันหญิง 1. ต้องอาศัยการผ่าตัดในห้องผ่าตัด โดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนมา จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องมือที่เหมาะสม 2. อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และการให้ยาระงับความเจ็บปวดหรือยาสลบ 3. มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูง หากเกิดความล้มเหลวของวิธีการทำหมัน 4. เมื่อเทียบกับการทำหมันชาย จะเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า 5. เป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร การผ่าตัดต่อหมันทำได้ยาก เสียค่าใช้จ่ายสูงและมิใช่ทุกรายจะประสบผลสำเร็จ 6. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งเชื้อ HIV ได้  ข้อห้ามและข้อควรระวังในการทำหมันหญิง 1. ผู้ขอรับบริการเป็นโรคหรือมีภาวะเสี่ยงอันตรายจากการผ่าตัด ได้แก่ 1.1 โรคทางสูติศาสตร์ - นรีเวชวิทยา เช่น การตกเลือดหรือติดเชื้อหลังคลอด การอักเสบในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ผิดที่ เนื้องอกหรือมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น 1.2 โรคทางอายุรกรรม เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอด โรคตับ โรคไต เลือดจาง มีการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัด เป็นต้น 2. ปัญหาของผู้รับบริการ เช่น อายุน้อย มีบุตรเพศเดียวหรือมีจำนวนบุตรน้อย มีปัญหาในชีวิตสมรส ตัดสินใจทำหมันในสภาวะที่มีแรงกดดัน มีปัญหาทางศาสนา วัฒนธรรม เป็นต้น วิธีการผ่าตัดทำหมันหญิง 1.การทำหมันหลังคลอดและหลังแท้ง (Postpartumand postabortion female sterilization) โดยทั่วไปจะทำภายใน 48 ชั่งโมงหลังคลอด เนื่องจากมีความสะดวก ผ่าตัดง่ายและไม่เสียเวลาอยู่โรงพยาบาลนานกว่าการคลอดตามปกติ หากจำเป็นอาจทำหลังจากนี้ได้ แต่ไม่ควรเกิน 7 วันหลังคลอด สำหรับการทำหมันหลังแท้งนั้น สามารถทำได้ทันทีหลังการแท้งที่ไมมี่ภาวะแทรกซ้อน วิธีการผ่าตัดทางหน้าท้อง (abdominal approach) เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากที่สุดโดยนิยมเปิดหน้าท้องเป็นแผลขนาดเล็ก (minilaparotomy) บริเวณใต้สะดือ (subumbilical)หรือเหนือหัวเหน่า (suprapubic) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทำหมัน และทำการผูกและตัดหลอดมดลูก โดยไหมชนิดต่าง ๆ และตัดหลอดมดลูกให้แยกจากกัน บางกรณีอาจตัดส่วนหนึ่งของหลอดมดลูกออกมาด้วย (tubal resection) 2. การทำหมันหญิงในช่วงเวลาที่ไม่ตั้งครรภ์ (การทำหมันแห้ง) เทคนิคที่ใช้ส่วนใหญ่เรียกว่า modified minilaparotomy - technique คือ จะทำการผ่าตัดบริเวณเหนือบริเวณกระดูกหัวเหน่าและต้องใช้เครื่องมือยกมดลูก เพื่อจะสามารถมองเห็นหลอดมดลูกได้ชัดเจน หลังจากนั้นจึงผูกและตัดหลอดมดลูก 3. การทำหมันหญิงโดยใช้กล้อง laparoscope (Laparoscopic tubal sterilization) การทำหมันหญิงโดยใช้กล้อง laparoscope เป็นวิธีที่มีความสะดวก รวดเร็วแต่ต้องมีทักษะในการผ่าตัดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งเครื่องมือมีราคาแพง การทำหมันหญิงโดยใช้กล้อง laparoscapeสอดเข้าไปในช่องท้อง แล้วใช้เครื่องมือที่จะสอดผ่านกล้อง laparoscope เข้าไปผ่าตัดทำหมันโดยการทำให้หลอดมดลูกอุดตัน วิธีการที่จะทำให้หลอดมดลูกอุดตันได้แก่3.1 การจี้ด้วยไฟฟ้า (electrocoagulation) การจี้ด้วยไฟฟ้านี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่อาจมีอันตรายจากการจี้ไปถูกอวัยวะใกล้เคียง เช่น ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น ทำให้เกิดการไหม้หรือทะลุได้3.2 การใช้อุปกรณ์รัดหลอดมดลูก (mechanical method) ได้แก่ คลิป (clips) หรือห่วงรัด(ring) จะสามารถลดอันตรายที่เกิดจากการจี้ด้วยไฟฟ้าได้ นอกจากนี้การแก้หมันด้วยวิธีนี้จะประสบความสำเร็จสูงกว่า เนื่องจากท่อนำไข่ถูกทำลายน้อยกว่าการจี้ด้วยไฟฟ้า   ภาวะแทรกซ้อนจากการทำหมันหญิง 1. ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ คือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด โดยอาจเกิดปัญหาต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจซึ่งอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ โดยทั่วไปจะใช้การระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่ (local anesthesia) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน 2. ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด อาจเกิดเลือดออกมากจากเส้นเลือดบริเวณหลอดมดลูกในขณะผ่าตัด อาจมีอันตรายต่ออวัยวะในช่องท้อง เช่น กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ หลังผ่าตัดอาจเกิดการติดเชื้อที่แผลหรือในช่องท้องได้ ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ สามารถป้องกันได้โดยการเตรียมผู้รับบริการอย่างถูกต้อง ผ่าตัดด้วยความระมัดระวัง โดยเทคนิคปลอดเชื้อ 3. การตั้งครรภ์นอกมดลูก ถึงแม้การทำหมันจะมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการตั้งครรภ์ แต่หากเกิดขึ้นหลังทำหมันไปแล้ว จะมีโอกาสเกิดเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่า โดยโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกจะสูงสุดในการทำหมัน โดยใช้ไฟฟ้าจี้หลอดมดลูก 4. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนและระดู หลังทำหมันอาจมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระดู เช่น ปวดระดู และระดูผิดปกติ จากการศึกษาจนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้  

 

edit @ 6 Dec 2008 10:18:12 by baipor

edit @ 6 Dec 2008 11:28:25 by baipor

edit @ 6 Dec 2008 11:29:26 by baipor

การทำหมันชาย

posted on 05 Dec 2008 22:19 by sukanya26

การทำหมันชาย

         การทำหมันชาย เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบถาวรสำหรับผู้ชาย ซึ่งไม่ต้องการมีบุตรอีก โดยการปิดกั้นท่อนำอสุจิ (vas deferens) ทำให้ตัวอสุจิที่สร้างในลูกอัณฑะ ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในน้ำอสุจิ (seminal ejaculated fluid) ซึ่งหลั่งออกมาได้ การทำหมันชายมีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปจะใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วยในช่วง 3 เดือนแรกหรือในการหลั่งน้ำอสุจิ 20 ครั้งแรกหลังการทำหมัน จะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ให้เหลือร้อยละ0.1 ความล้มเหลวในการทำหมันชาย อาจเกิดได้จากความผิดพลาดในการผ่าตัด การต่อกันใหม่เองของท่อน้ำอสุจิ (recanalization of vas deferens) หรือการมีท่ออสุจิ 2 ชุดแต่กำเนิด (Congenital duptication of vas deferens) ซึ่งพบได้ยากมาก

ข้อดีของการทำหมันชาย

1. เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบถาวรที่มีประสิทธิภาพสูง

2. ทำได้ง่าย รวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายไม่สูง

3. เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายชาย ไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายหญิง

4. ไม่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ บางครั้งอาจเพิ่มความสุขทางเพศ เพราะปราศจากความกังวลที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

5. ผู้รับบริการมีความสะดวก เพราะไม่ต้องมาคลินิกวางแผนครอบครัวบ่อย ๆ เพื่อรับยาหรืออุปกรณ์คุมกำเนิด ไม่มีการลืมใช้

ข้อเสียของการทำหมันชาย

1. ต้องอาศัยการผ่าตัดเล็ก ซึ่งจะต้องทำอย่างถูกต้อง โดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนมา

2. อาจมีอาการข้างเคียงจากการผ่าตัด

3. ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย ในการหลั่งน้ำอสุจิ 20 ครั้งแรก หรือใน 3 เดือนแรกหลังการทำหมันชาย

4. เป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร การผ่าตัดต่อหมันทำได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูงและไม่ประสบผลสำเร็จในทุกราย

5. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งเชื้อ HIV ได้

วิธีการผ่าตัดหมันชาย

1. การผูกท่อนำอสุจิ เป็นวิธีที่ใช้มานานและแพร่หลายที่สุด ส่วนมากนิยมใช้ไหมละลายเช่น chromic catgut การตัดบางส่วนของท่อนำอสุจิ อาจจะทำหรือไม่ก็ได้ และมีการศึกษาพบว่าหากตัดส่วนของท่อนำอสุจิออกยาวกว่า 4 ซม. จะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แต่ผลเสียคือทำให้การต่อหมันทำได้ยากขึ้น

2. การจี้ไฟฟ้า ทำโดยใช้หัวจี้ไฟฟ้าแบบ needle electrode สอดเข้าไปในปลายท่อนำอสุจิเพื่อทำลายเยื่อบุภายในท่อ

3. การใช้ clips อาจใช้ clips ที่ทำจากเงินหรือแทนทาลัม หนีบปลายท่อนำอสุจิซึ่งวิธีนี้ใช้กันน้อย 4. การเปิดปลายท่ออสุจิ หรือ open – ended vasectomy เป็นการเปิดปลายท่ออสุจิด้านอัณฑะไว้หลังจากตัดท่อ วิธีนี้สามารถลดการเกิด congestive epididymitis หลังผ่าตัดและเพิ่มความสำเร็จหากทำการต่อหมัน อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีโอกาสเกิดความล้มเหลวของการทำหมันสูงกว่าการปิดปลายท่ออสุจิทั้งสองด้าน

5. การทำหมันชายแบบเจาะ (no – scalpel vasectomy)วิธีการทำหมันชายแบบเจาะ ได้พัฒนาขึ้นในประเทศจีน และแพร่หลายมาในประเทศไทยโดยอาศัยเครื่องมือเฉพาะ ได้แก่ ring forceps และ dissecting forceps ปลายแหลม วิธีการทำหมันชายแบบนี้ จะใช้เครื่องมือเจาะผิวหนังเข้าไปหาท่อนำอสุจิ รูแผลที่เจาะมีความกว้างเพียง 3 – 5มิลลิเมตร ข้อดีของวิธีนี้คือใช้เวลาสั้น ไม่ต้องเย็บแผล และพบภาวะแทรกซ้อนน้อย โดยเฉพาะการติดเชื้อและการเกิดเลือดคั่ง

ภาวะแทรกซ้อนจากการทำหมันชาย

1. ถุงอัณฑะบวมและปวด แต่มักมีอาการไม่รุนแรง สามารถบรรเทาอาการโดยการประคบความเย็น การพยุงถุงอัณฑะ และให้ยาแก้ปวด

2. เลือดออกและเลือดคั่ง อาจเกิดได้หากเย็บแผลได้ไม่ดีพอ นอกจากนี้หากเลือดออกในชั้นลึกลงไป อาจเกิดเป็นก้อนเลือดในถุงอัณฑะได้ หากเป็นมากต้องรับไว้ในโรงพยาบาล เพื่อผ่าเอาก้อนเลือดออกและผูกเส้นเลือด

3. การติดเชื้อ ส่วนมากเป็นการติดเชื้อเล็กน้อยที่แผลผ่าตัด ส่วนการติดเชื้อรุนแรง พบได้น้อย ซึ่งรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะ

4. ความล้มเหลวในการทำหมันชาย อาจเกิดจากผู้ทำการผ่าตัดไม่มีความชำนาญทำการผูกและตัดส่วนอื่น ที่ไม่ใช่ท่อนำอสุจิหรือเกิดจากการที่มีท่อนำอสุจิ 2 ท่อในด้านเดียวกัน ซึ่งพบได้ยากมาก โดยทั่วไป หากทำการผ่าตัดได้ถูกต้อง จะไม่สามารถพบตัวอสุจิในน้ำอสุจิ  หลังการหลั่งน้ำอสุจิ  10 – 15 ครั้ง บางรายอาจตรวจพบตัวอสุจิได้นานถึง 1 ปี กรณีที่พบตัวอสุจิที่แข็งแรงอยู่ ควรแนะนำให้ทำหมันชายซ้ำ

5. sperm granuloma เกิดจากการรั่วของตัวอสุจิจากท่อนำอสุจิเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบ ๆ ทำให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบกลายเป็นก้อน บางรายอาจมีอาการปวด การรักษาโดยการผ่าตัดก้อนเนื้อออก

6. spontaneous recanalization เกิดจากมีทางเชื่อมต่อระหว่างปลายท่อนำอสุจิที่ถูกตัดออกจากกัน ทำให้ตัวอสุจิสามารถเดินทางจากลูกอัณฑะ ไปยังท่อปัสสาวะได้ ซึ่งภาวะนี้อาจพบได้น้อย

 

edit @ 6 Dec 2008 10:16:14 by baipor

ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง

  เป็นยาคุมกำเนิดแบบใหม่ที่เพิ่งเข้านำเข้ามาใช้ในประเทศไทย มีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิด Combined pill โดยใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะสัปดาห์ละ1 แผ่น ในระหว่างที่ใช้แผ่นแปะ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ เช่น อาบน้ำ ว่ายน้ำ ออกกำลังกาย โดยไม่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา จึงเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ง่าย สะดวก ลดปัญหาการลืมทานยาเม็ด วิธีการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง          ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ใน 1 กล่อง มีแผ่นแปะ 3 แผ่น ซึ่ง 3 แผ่นนี้จะใช้แปะผิวหนังใน 1 รอบเดือน (รอบเดือนปกติของสตรีจะมีระยะเวลาประมาณ 28 วัน หรือ 4 สัปดาห์) โดยใน แผ่นของยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะ จะแปะผิวหนังได้นาน 1 สัปดาห์ และต้องใช้ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ของรอบเดือน ส่วนสัปดาห์ที่ 4 เป็นช่วงที่ไม่มีการใช้ยา สรุป คือ ใน1 รอบเดือน ให้แปะแผ่นยาคุมกำเนิด 3 สัปดาห์ และหยุดแปะ 1 สัปดาห์ ข้อควรปฏิบัติในกรณีลืมเปลี่ยนแผ่นยาคุมกำเนิด กรณีลืมเปลี่ยนแผ่นยาในสัปดาห์แรกของรอบเดือน ให้แปะยาแผ่นใหม่ทันที่ที่นึกขึ้นได้ วันเปลี่ยนแผ่นยาจะเปลี่ยนใหม่จะเป็นวันใหม่นี้แทน และต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นด้วย เช่น สวมถุงยางอนามัยใน 7 วันแรก กรณีลืมเปลี่ยนแผ่นยาในสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน -หากลืมน้อยกว่า 48 ชั่วโมง ควรปฏิบัติดังนี้ แปะแผ่นยาใหม่ทันทีที่นึกได้ และวันเปลี่ยนแผ่นยาคงเป็นวันเดิม ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย -หากลืมมากกว่า 48 ชั่วโมง ควรปฏิบัติดังนี้ แปะยาแผ่นใหม่ทันทีที่นึกขึ้นได้ ให้นับยาแผ่นใหม่ที่แปะนี้เป็นยาแผ่นแรกของรอบการใช้ยาแผ่นใหม่ทันที และต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น สวมถุงยางอนามันใน 7 วันแรก  

ข้อควรปฏิบัติในกรณีแผ่นยาคุมกำเนิดหลุดลอก

-กรณีแผ่นยาหลุดน้อยกว่า 1 วัน แปะยาแผ่นใหม่ทันที แล้วเปลี่ยนแผ่นยาใหม่ในวันเปลี่ยนแผ่นยาตามกำหนด -กรณีลืมแผ่นหลุดนานเกิน 1 วัน ผู้ใช้ควรหยุดรอบการนับการใช้แผ่นยาเดิม และให้เริ่มต้นการใช้แผ่นยาคุมกำเนิดรอบใหม่ทีนที และนับวันนี้เป็นวันแรกของการใช้รอบใหม่ และต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น สวมถุงยางอนามันใน 7 วันแรก  อาการอันไม่พึงประสงค์ - คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ - อาจพบอาการคันเล็กน้อยในตำแหน่งที่แปะในแผ่นแรกของการใช้ยา ซึ่งอาการคันจะทุเลาลงใน 3-4 วัน - อาจพบเลือกออกกะปริดกะปรอยได้ในรอบเดือนแรกของการใช้ยา

- ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดจะลดลง เมื่อใช้กับสตรีที่มีน้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม